คุณเหมาะสมกับการร่วมงานกับบริษัทญี่ปุ่นหรือไม่?

0
19/09/2017

กว่าสองทศวรรษแล้วที่ชาวญี่ปุ่นเริ่มลงทุนในตลาดนานาชาติอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งโอกาสทางหน้าที่การงานที่มากขึ้น และระหว่างนี้เองที่คุณอาจจะรู้สึกสนุกสนานไปกับการทำงานกับองค์กรญี่ปุ่น
แง่บวก หรือแง่ลบ?
การร่วมงานกับองค์กรญี่ปุ่นนั้นสามารถมองในแง่บวก หรือลบก็ได้ เพราะบริษัทญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น การติดต่อประสานงานกับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น หรือบริษัทแม่ อาจเกิดความยุ่งยากอยู่บ้างจากความแตกต่างด้านภาษา และวัฒนธรรม ที่อาจจะน่าปวดหัว หรือน่าตื่นเต้นก็ได้ เช่นเดียวกันกับหน้าที่งานที่อาจไม่ได้ระบุชัดเจนทำให้คุณต้องสับสนว่าควรทำอย่างไร หรือนี่อาจเป็นแรงกระตุ้นให้คุณได้ลองทำในสิ่งใหม่ๆ นอกจากนั้นแล้วการปรับตำแหน่งของบริษัทญี่ปุ่นนั้นไม่ได้รวดเร็วเฉกเช่นบริษัทในอเมริกา และยุโรป อย่างไรก็ตามบริษัทญี่ปุ่นก็สร้างความมั่นใจในตำแหน่งงานให้คุณได้ ว่าจะไม่มีการจ้างออก
สิ่งแวดล้อมในการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นนั้นสามารถมองได้ทั้งสองแง่มุมขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนตัว และนโยบายของบริษัท ที่คุณต้องทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง
ทำการบ้านก่อนเสมอ
ก่อนการสัมภาษณ์กับบริษัทญี่ปุ่น สิ่งแรกที่คุณควรทำคือหาข้อมูลของบริษัทนั้นๆก่อนเสมอ ทั้งในเว็บไซต์ ข่าว หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ นี่ไม่ใช่เพียงการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงสไตล์การทำงานของบริษัท และค่านิยมในการจ้างงานคนท้องถิ่น อย่างไรก็ตามคุณอาจจะต้องเลือกเฟ้นสิ่งพิมพ์ที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อมิให้เป็นการเอนเอียงไปยังด้านลบ หรือด้านบวกมากจนเกินไป
ในการหาข้อมูลนั้น ขอให้คุณศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นด้วย เพื่อยืนยันถึงสภาพการเงิน ความนิยมของผู้บริโภคในญี่ปุ่น และผลกระทบจากการจ้างงาน และขยายบริษัทที่มากขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1980 เป็นต้นมา นั่นทำให้คุณควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารงานของบริษัท เพื่อป้องกันมิให้ตัวคุณเองนั้นก้าวเดินผิดทาง
หากตำแหน่งที่คุณต้องการนั้น ต้องมีการติดต่อกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่น คุณควรหาเวลาในการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวก่อน เช่น การเลือกสนทนาระหว่างมื้อเที่ยง หรือมื้อเย็นเพื่อที่คุณจะได้สามารถพูดคุยกันได้ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง นั่นจะทำให้คุณรู้จักกันดีมากขึ้น เพราะหากคุณต้องร่วมงานกับชาวญี่ปุ่นแล้ว การรู้จักกันเป็นส่วนตัวจะช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้น ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะได้ลองเรียนรู้ว่าหัวหน้างานของคุณนั้นมีความคิดเช่นไรบ้าง แม้ว่าอาจมีอุปสรรคทางด้านภาษาอยู่บ้าง แต่ขอให้คุณมองข้ามปัญหานี้ และทำความเข้าใจถึงวิสัยทัศ และทัศนคติของเขาแทน นอกจากนั้นแล้วคุณไม่ควรคาดหวังว่าทุกคนจะมีความคิดแบบชาวอเมริกัน แม้ว่าเขาจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม หากเป็นไปได้ให้ลองพูดคุยกับผู้ร่วมงานต่างชาติในองค์กรญี่ปุ่น เกี่ยวกับมุมมองการทำงานกับบริษัท และข้อคิดเห็นอื่นๆ คุณอาจจะได้ข้อมูลดีๆสำหรับการตัดสินใจของคุณก็ได้
ประเมินศักยภาพของบริษัท
องค์กรญี่ปุ่นนั้นยึดมั่นกับวัฒนธรรมการทำงาน และความก้าวหน้าทางสายงานของพนักงานชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้มีความหลากหลายในตำแหน่งงานโดยเฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่ ข้อมูลต่อไปนี้คือตัวอย่างของข้อมูลที่คุณควรคำนึงถึง ในการร่วมงานกับบริษัทญี่ปุ่น;
บริษัทมีนโยบายในการจ้างงานอย่างไร (สัดส่วนของพนักงานชาวต่างชาติ และพนักงานชาวญี่ปุ่น)
ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นมีความเข้าใจพนักงานต่างชาติมากน้อยเพียงใด และมีอำนาจในการตัดสินใจจ้างออกพนักงานต่างชาติหรือไม่
ใครคือชาวต่างชาติที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของบริษัท และเขาใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะสามารถไปถึงตำแหน่งนั้นได้
นโยบายการบริหารงานของแผนก หรือสำนักงานที่คุณจะต้องร่วมงานด้วยเป็นอย่างไรบ้าง
พนักงานต่างชาติต้องติดต่อประสานงานกับบริษัทแม่ในญี่ปุ่น หรือหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นมากน้อยเพียงใด
บริษัทจัดเตรียมโปรแกรมการอบรมความรู้ให้พนักงานมากน้อยเพียงใด
เหมาะสมกับตัวคุณหรือไม่?
สำหรับบริษัทในอเมริกานั้น พนักงานที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และประสบความสำเร็จมากกว่า แต่กับบริษัทญี่ปุ่นแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น ข้อมูลด้านล่างนี้คือข้อที่คุณอาจพบเจอได้ทั่วไปสำหรับการทำงานกับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น
มีความยืดหยุ่น ต้องสามารถปรับตัวกับหน้าที่งานใหม่ๆ และสามาถทำงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากท่ำหนดไว้ในหน้าที่ได้
มีความคิดก้าวหน้าเสมอ
ระเอียดรอบคอบ และใส่ใจในทุกรายละเอียดของงาน
ควบคุมอารมณ์ได้ แม้ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กดดัน
มีความอดทนเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของงานได้
มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย แม้ต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม
สามารถร่วมงานกับผู้อื่นได้
มีความเป็นมิตร มองในแง่บวก
เป็นผู้ฟังที่ดี ใส่ใจผู้พูด
มีความถ่อมตัว ไม่ดูถูกผู้อื่น
มีความอยากรู้อยากเห็นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ และเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ง่าย
มีความอ่อนโยน รักษาน้ำใจผู้ร่วมงาน
กระตือรือร้นที่จะบรรลุเป้าหมายของตนเอง และขององค์กร
การร่วมงานกับบริษัทญี่ปุ่นอาจเป็นโอกาสดีหากคุณกำลังมองหาองค์กรต่างชาติที่มีวัฒนธรรมที่แปลกใหม่ และสามารถสร้างประสบการณ์ให้กับคุณได้

มารยามทางสังคม 10 ข้อพึงรู้สำหรับการทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น

0
14/09/2017

หากคุณต้องร่วมงานกับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแล้ว กฎเหล็ก 10 ข้อนี้จะช่วยคุณเตรียมความพร้อมในการรับมือวัฒนธรรมที่แตกต่าง
5 สิงหาคม 2013 Saadi นักวรรณกรรมชาวเปอร์เซียกกล่าวว่า “นักท่องเที่ยวที่ขาดการสังเกต ก็เหมือนนกที่ไร้ปีก” คำกล่าวนี้ยังสามารถนำมาใช้ได้ดีกับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปทำงานยังต่างแดน การสังเกตถึงวัฒนธรรม และมารยาทที่แตกต่างออกไปจะเป็นประตูสู่ความสำเร็จในการติดต่อสื่อสารได้ โดนเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องติดต่อกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ซึ่งองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆทางวัฒนธรรมจะส่งผลต่อการตัดสินใจ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
Boye Lafayette De Mente กล่าวไว้ใน Etiquette Guide to Japan: Know the Rules that Make the Difference ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นตัวอย่างประเทศที่แบบแผนทางสังคมมีความเป็นทางการ ยิ่งไปกว่านั้นการวางตัวอย่างเหมาะสม ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุด และมันเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรจะใส่ใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละชนชาติ โปรดจงจำมารยาทของชาวญี่ปุ่นเหล่านี้ไว้ เพื่อให้เกียรติ และแสดงออกถึงความใส่ใจในการทำธุรกิจ

ความเงียบมีค่าดั่งทอง
ในการทำธุรกิจนั้น ความเงียบมีค่ากว่าการพูดมากจนเกินไป ดังที่ และ Edwin McDaniel บรรยายไว้ใน ว่า “ความเงียบนำไปสู่ความน่าเชื่อถือ” ความเงียบนั้นสื่อถึงวิสัยทัศ และการควบคุมอารมณ์ การนิ่งเงียบ รับฟังจะทำให้เราเข้าใจผู้พูดได้มากขึ้น การรับฟังนี้เป็นรูปแบบเริ่มต้นสำหรับการทำธุรกิจ ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นได้ ดังเช่นสำนวนญี่ปุ่นหลายประโยคที่แสดงถึงความสำคัญของความเงียบนี้ เช่น “เป็ดตัวแรกที่สำเสียงดัง มักจะถูกยิงก่อน” ดังนั้นแล้วคุณจึงควรรับฟังคู่ค้าชาวญี่ปุ่นก่อนที่จะโยงไปยังวัตถุประสงค์ของคุณ
บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเงียบอย่างชาญฉลาดว่า “ในระหว่างการประชุมที่ตึงเครียดนั้น ชาวญี่ปุ่นมักใช้ความเงียบเพื่อผ่อนคลาย และเป็นการอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นได้เว้นระยะต่อกัน (ซึ่งเป็นการให้เกียรติกัน)” คู่ค้าชาวญี่ปุ่นมักจะหลีกเลี่ยงการเริ่มถกเถียงใหม่ แทนที่จะให้ความเงียบเข้าครอบงำในช่วงเวลานั้น
ความสามัคคีในทีมงานนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวญี่ปุ่นมีความกลมเกลียวกันในหมู่คณะ ดังนั้นแล้วความร่วมมือร่วมใจกันในทีมจึงมีค่ามากกว่าการการทำงานเพียงคนเดียว มีคำกล่าวหนึ่งซึ่งโด่งดังในญี่ปุ่นว่า “ลูกศรเพียงดอกเดียวนั้นหักได้ง่าย แต่หากรวมกันหลายดอกแล้ว ผู้ใดก็หักได้ยากยิ่ง” การบ่มเพาะวัฒนธรรมนี้นำมาสู่การยอมรับในสังคมด้วย ในขณะที่เราให้การยอมรับในตัวบุคคลที่มีความโดดเด่นนั้น ชาวญี่ปุ่นกลับเชื่อว่าการพูดถึงบุคคลใดเพียงคนเดียวในทีมนั้นเป็นเรื่องไม่สมควร ไม่ว่าผู้นั้นจะมีความสามารถเพียงใด จำไว้เสมอว่าการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญของชาวญี่ปุ่น หากต้องการชื่นชมในผลงานแล้วก็จะต้องเป็นไปในนามของทีมเสมอ
นามบัตรเป็นสิ่งนำโชค
ในการทำธุรกิจแบบมืออาชีพนั้น ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่านามบัตร (Meishi) แสดงถึงตัวตนของเจ้าของ ฉะนั้นแล้วการสังเกตเห็นถึงจุดเด่นของคู่สนทนาจึงเป็นมารยาทสำคัญ หากคุณยืนอยู่ ให้ใช้ทั้งสองมือในการรับนามบัตร อ่านอย่างคร่าวๆ และเก็บนามบัตรไว้ในซองเก็บบัตร แต่หากคุณกำลังนั่ง ให้วางนามบัตรไว้บนโต๊ะตลอดช่วงเวลาการประชุม และเก็บนามบัตรใส่ซองเก็บเมื่อสิ้นสุดการประชุม การเก็บนามบัตรของคู่สนทนาไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือในกระเป๋าสตางค์เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับชาวญี่ปุ่น หากคุณต้องการให้นามบัตรของคุณแก่คู่สนทนาแล้ว ให้ยื่นด้านที่เป็นภาษาญี่ปุ่นไปยังผู้รับ และยื่นนามบัตรด้วยมือทั้งสองข้าง ไม่ว่าคุณจะนั่งไกลผู้รับเพียงใดก็ตาม ห้ามส่งต่อนามบัตรอย่างเด็ดขาด ทางที่ดีคุณควรลุกขึ้น และเดินไปให้ด้วยตนเอง
ผู้ที่อายุที่มากกว่าย่อมได้รับการให้เกียรติ
แม้ประเทศญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ผู้ที่มีอายุมากกว่ายังคงได้รับความนับถือ และสื่อถึงระดับที่สูงกว่าในการทำธุรกิจ จากการสำรวจบริษัทในตลาดหุ้น Nikkei จำนวน 225 บริษัท พบว่าตำแหน่ง CEO ในบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นนั้นมีอายุเฉลี่ย 62 ปี ซึ่งมากกว่า CEO ในประเทศอื่นๆ ที่มีอายุเฉลี่ย 43 ปี ดังนั้นแล้วการให้ความสำคัญ และปฏิบัติต่อผู้ที่อาวุโสกว่าอย่างอ่อนน้อมจึงเป็นมารยาทสำคัญ เช่น คุณควรกล่าวทักทายผู้ที่อาวุโสที่สุดก่อนกล่าวทักทายผู้อื่น เช่นเดียวกับการยื่นนามบัตรให้ผู้ที่มีอาวุโสมากที่สุดเป็นคนแรก
กลยุทธ์การโฆษณาแบบมุ่งขายไม่สามารถใช้ผลได้
การโฆษณาแบบมุ่งขาย (Hard Sell) นั้นใช้ไม่ได้ผลกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ท่านลดความกดดันในการเจรจาเรื่องยากๆ ด้วยการแสดงออกอย่างสุภาพ และการนำเสนอที่ดึงดูด จะทำให้ลูกค้ามองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น อย่าพยายามกดดันเพื่อให้เกิดการตัดสินใจอย่างทันทีทันใด เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมักตัดสินใจด้วยความระมัดระวังเสมอ การเร่งรัดในการสนทนาจะแสดงถึงความก้าวร้าว ดังนั้นแล้วท่านควรใจเย็น และมองเห็นถึงข้อดีในการเจรจากาข้อตกลงที่ยาวนานนี้ ว่าเป็นโอกาสอันดีที่ท่านจะสร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับคู่ค้ามากขึ้น
ให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น
ชาวญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวอย่างมาก ดังเช่นที่ Jeffrey Hays นักธุรกิจท่านหนึ่งกล่าวว่า “เรื่องส่วนตัว นับเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ พวกเขาเรียกร้องให้ลบรายชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวออกจากสมุดหน้าเหลืองได้เสมอ เช่นเดียวกันกับการออกแบบหน้าต่าง ที่ป้องกันไม่ให้คนภายนอกเห็นเข้ามายังภายในได้” การถามคำถามถึงเรื่องส่วนตัวเมื่อแรกเริ่มการเจรจาธุรกิจนั้นจึงถือเป็นเรื่องหยาบคาย นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นนั้นขาดการติดต่อจากโลกภายนอกทางโซเชียลมีเดีย จากบทความใน Ad Age Digital ปี 2012 พบว่า ในระยะเวลาเดือนๆหนึ่ง มีชาวญี่ปุ่นจำนวน เพียง28% เท่านั้นที่ใช้โซเชียลมีเดีย และระยะเวลาที่ใช้ในการติดตามโซเชียลมีเดีย คือ 2.9% ในขณะที่ชาวอเมริกาติดตามโซเชียลมีเดียถึง 16.8%
อะไรที่คุณไม่รู้ ฆ่าคุณให้ตายได้
เป็นที่ทราบกันดีว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นธรรมเนียมการทำธุรกิจของชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบกันครั้งแรก แต่สิ่งที่ผู้คนมักผิดพลาดคือการเลือกประเภทของขวัญ เช่น การมอบดอกไม้เป็นของขวัญ ดอกลิลลี่ ดอกบัว ดอกคามิลเลีย และดอกไม้สีขาวอื่นๆ เป็นดอกไม้ทีใช้ในงานศพ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงดอกไม้ประเภทนี้ กระถางต้นไม้ก็อาจเป็นสิ่งที่นำโชคร้ายมายังผู้รับได้ นอกจากนั้นแล้วการให้สิ่งของเป็นจำนวน 4 ชิ้นก็ถือเป็นลางร้าย เช่นเดียวกันกับเลข 9 นอกจากนั้นแล้ว หากคุณต้องการส่งการ์ดในเทศกาลคริสต์มาส ให้หลีกเลี่ยงสีแดง ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในการพิมพ์การ์ดงานศพ
มารยาทการใช้ตะเกียบเป็นสิ่งสำคัญ
บนเครื่องบินนั้น ผ้าขนหนู (o-shibori) ถูกเตรียมไว้สำหรับการเช็ดมือก่อนเริ่มมื้ออาหาร มิใช้สำหรับเช็ดหน้า หากคุณต้องรับประทานอาหารซึ่งไม่มีช้อนกลาง ให้ใช้ปลายตะเกียบคีบอาหารมาพักไว้ที่จานส่วนตัวของคุณ ห้ามใช้ตะเกียบจิ้ม แม้ว่าอาหารนั้นจะลื่นจนยากที่จะคีบได้ เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ให้คุณวางตะเกียบในลักษณะเดียวกันกับที่คุณพบครั้งแรกที่โต๊ะอาหาร นั่นคือ วางไว้บนกระดาษเช็ดปาก ที่วางตะเกียบ หรือขอบจาน คุณอาจจะแยกประเภทของซูชิได้ยากเสียหน่อยในการรับประทานครั้งแรก แต่สำหรับทุกวันนี้นั้น ซูชิได้กลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกาเหนือ ฉะนั้น หากเป็นไปได้ คุณควรเรียนรู้มันเสียหน่อย เพื่อแสดงถึงความสนใจในวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น

ให้ความสำคัญกับการแต่งกายเสมอ
เครื่องแต่งกายคล้ายจะเป็นหนึ่งในการเจรจาไปแล้วในการทำธุรกิจ บุรุษควรเลือกสวมชุดสูท และเสื้อเชิ้ตที่เข้ากัน สำหรับสตรีให้พึงระวังในการใช้เครื่องประดับให้น้อยที่สุด เพื่อมิให้เป็นการสะดุดตาจนเกินไปนัก เช่นเดียวกันกับการสวมรองเท้าส้นสูง ควรเลือกระดับความสูงมิให้มากจนเกินไป และระวังไม่ให้สูงกว่าบุรุษที่ท่านต้องเจรจาด้วย และหากคุณต้องสวมใส่ชุดกิโมโนให้คุณจดจำคำกล่าวของ Terri Morrison ใน Doing Business in Japan ว่า “สวมแบบซ้ายทับขวา! มีเพียงผู้ตายเท่านั้นที่สวมแบบขวาทับซ้าย”
ยิ่งเรื่องเล็กน้อยยิ่งควรใส่ใจ
การให้ความสนใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนั้นถือเป็นการแสดงความเคารพที่สำคัญสำหรับชาวญี่ปุ่น เช่น การพ่นลมหายใจโดยแรงในห้องประชุม แสดงถึงความไร้มารยาท ทางที่ดีคุณควรขอตัวออกไปด้านนอกเสียก่อน เป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลายเรื่องการถอดรองเท้าไว้ที่หน้าประตู และเปลี่ยนเป็นการใส่รองเท้าที่เจ้าบ้านเป็นผู้เตรียมไว้ให้ แต่นอกจากนั้นแล้ว หากเจ้าบ้านเชิญคุณเข้ามาในตัวบ้าน คุณก็ควรจะถอดรองเท้าออกเสมอเมื่อต้องก้าวเข้าสู้เสื่อทาทามิ ซึ่งเป็นที่สงวนไว้เฉพาะการเดินด้วยเท้าเปล่า หรือถุงเท้าเท่านั้น การเข้าห้องน้ำก็เช่นเดียวกันที่เจ้าของบ้านจะเตรียมรองเท้าไว้อีกคู่เพื่อใช้สำหรับห้องอาบน้ำเท่านั้น และอย่าลืมถอดมันออกเมื่อคุณกลับเข้าสู่ที่นั่งเดิม แม้เจ้าของบ้านจะไม่ได้หวังให้คุณจำทั้งหมดนี้ได้ แต่พวกเขาก็จะพึงพอใจอย่างยิ่งหากคุณทำ เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติเจ้าบ้าน ดังที่ David Syrad CEO ของบริษัท AKI Japan Ltd., กล่าวว่า “ใช้ความรู้ในเรื่องมารยามในการทำธุรกิจแบบชาวญี่ปุ่น เพื่อแสดงออกถึงความใส่ใจ และให้เกียรติ” นั่นจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า

กฎเพียงข้อเดียวของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่อาจเปลี่ยนธุรกิจของคุณได้

0
08/09/2017

ชาวญี่ปุ่นมีวิธีแสดงออกหลากหลายรูปในการปฏิเสธ แต่การเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมาไม่นับว่าเป็นหนึ่งในนั้น
การทำธุรกิจในระดับนานาชาตินั้นต้องอาศัยความเข้าใจถึงความแตกต่างกันของแต่ละประเทศ คุณไม่เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจความหมายที่ถูกสื่อมาโดยอ้อม แต่คุณยังจะต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของผู้อื่นอีกด้วย ไม่มีข้อแตกต่างใดที่เห็นได้ชัดเท่าการแสดงการปฏิเสธของชาวอเมริกา และชาวญี่ปุ่นอีกแล้ว
หนึ่งในนั้นคือ Andrew ลูกค้าของฉัน ผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยตรง
Andrew เป็นผู้จัดการแผนกการตลาดของบริษัทยาระดับโลกแห่งหนึ่ง เขาทำงานใกล้ชิดกับทั้งเพื่อนร่วมงานชาวอเมริกา และชาวญี่ปุ่น เขาบอกฉันว่าเขาท้อแท้ และเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน และนี่คือที่มา…
Andrew ขอความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น Kenji ว่าแผนงานของเขานั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หากนำไปใช้ในญี่ปุ่น Kenji กล่าวว่า “มันอาจจะยากเสียหน่อย”
ในขณะนั้น Andrew คิดว่านี่อาจเป็นความท้าทายของเขา เขาอาจจะต้องทำงานให้หนักขึ้น หลังจากนั้น Andrew และเพื่อนร่วมงานชาวอเมริกาก็ปรับปรุงแผนงานนี้อีกถึง 7 ครั้ง กระทั่งในที่สุด Andrew จึงเข้าใจคำพูดของ Kenji ว่ามันหมายถึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยต่างหาก
Andrew กล่าวว่า “ทำไมเขาไม่บอกเราอย่างตรงไปตรงมา ว่าแผนนี้มันใช้ไม่ได้ นี่พวกเราเสียเวลาไปมากจริงๆ”
คุณคิดว่าอย่างไรบ้าง? Kenji หลอกให้เขาหลงทาง หรือเป็นที่ตัวเขาเองไม่เข้าใจสิ่งที่ Kenji สื่อถึง?
คำตอบที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม เกี่ยวกับการปฏิเสธ
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ หลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่” เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบจิตใจผู้อื่น แต่ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็เชื่อว่าหากไม่แสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจ มันก็ยิ่งจะส่งผลร้ายแรงกว่า ดังนั้นการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
แต่สำหรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นแตกต่างออกไป พวกเขากลับหลีกเลี่ยงการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมามากกว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยถาม Diana Rowland เพื่อนของฉันซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศญี่ปุ่น และผู้เขียนหนังสือ “Japanese Business: Rules of Engagement” เกี่ยวกับเรื่องนี้ เธออธิบายว่าสังคมญี่ปุ่นนั้นแน่นแฟ้นกันมาก การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ฉะนั้นแล้วการการกล่าวคำว่า “ไม่” ดูคล้ายกับการปฏิเสธตัวบุคคลนั้นๆ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง รวบไปถึงการวิจารณ์ต่อหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หยาบคาย
ความคิดนี้มีอยู่ในวัฒนธรรมของชาวเอเชียหลายชาติ เช่น จีน และฟิลิปปินส์ด้วย การที่พวกเขาจะปฏิเสธสิ่งใดนั้น กลับกลายเป็นความคลุมเครือไปเสียหมด เช่น “ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้” อาจหมายถึง “หากเป็นฉัน ฉันจะหลีกเลี่ยงมันเสีย” หรือ “ขอฉันคิดดูก่อนนะ” อาจแปลได้ว่า “คำตอบคือ ไม่”
วัฒนธรรมการสื่อสารอย่างไม่ตรงไปตรงมาเช่นนี้รวมไปถึงการสื่อความหมายในเรื่องอื่นๆด้วย เช่น “คุณมีแผนจะเดินทางมาแถวนี้บ้างหรือไม่” อาจหมายถึง “คุณมาหาฉันหน่อยได้หรือไม่”
การตกลงก็เช่นเดียวกัน ที่คุณอาจได้ยินว่า “ผมเข้าใจคุณนะ” “ผมกำลังฟังอยู่” “ต้องทำอย่างไรต่อไป” และ “ครับ ครับ” แทนที่จะได้รับคำตอบว่า “ผมเห็นด้วยกับคุณอย่างยิ่ง”
ข้อสรุป? การสื่อสารกับชาวเอเชียนั้น ต้องทำความเข้าใจความหมายที่แอบแฝงในแต่ละประโยค
สำนวนญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่า “ได้ยินเพียงหนึ่ง เข้าใจถึงสิบ” หมายความว่าผู้ฟังควรเข้าใจการสื่อความของบุคคลอื่นๆ ถึง 9 คน นั่นหมายความว่า ผู้ฟังมีความรับผิดชอบที่จะต้องเข้าใจบุคคลอื่นๆได้เอง ในสังคมที่การนิ่งเงียบ เป็นส่วนหนึ่งในการสนทนา
การทำธุรกิจกับชาวเอเชียนั้น สิ่งสำคัญคือคุณต้องใช้เสาอากาศในจิตใจของคุณฟัง รับความถี่เดียวกับผู้อื่น คุณจึงจะสามารถอ่านใจของผู้อื่นได้ แม้ไม่มีบทสนทนาใดๆก็ตาม นั่นอาจทำให้คุณต้องอ่านสีหน้า และท่าทางคู่สนทนาให้ได้
สำหรับการสนทนากับชาวญี่ปุ่นนั้น มีความแตกต่างน้อยมาก ดังนั้นจึงขอให้คุณใจเย็น รับฟัง สังเกตผู้พูด และเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมงานที่พยายามจะเติมเต็มสิ่งที่คุณขาดหายไป เมื่อคุณอดทนพอ และอ่อนน้อมถ่อมตน คุณจะเริ่มเข้าใจพวกเขา และจะสามารถ “ได้ยินเพียงหนึ่ง เข้าใจถึงสิบ”

10 ข้อแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมขององค์กรญี่ปุ่น และอเมริกา

0
02/09/2017

บทความนี้สื่อถึงข้อสังเกตของผมในช่วง 6 เดือนที่ผมร่วมงานกับบริษัทสัญชาติอเมริกา และพบว่าองค์กรญี่ปุ่น และองค์กรอเมริกานั้นมีทั้งข้อแตกต่าง และข้อที่คล้ายคลึงกัน หลังจากที่ผมเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย ผมเดินทางมายังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทำงานในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะย้ายไปร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นถึง 4 ปีเต็ม ผมดำเนินรอยตามชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ต้องการร่วมงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง และนี่คือสิ่งที่ผมสังเกตได้จากการร่วมงานกับบริษัท SF Tech ชั้นแนวหน้า และถูกรายล้อมไปด้วยบริษัทที่อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน

 

ข้อสังเกต วัฒนธรรมของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น

ความรวดเร็ว หรือความแม่นยำ การตัดสินใจขององค์กรญี่ปุ่นนั้น เป็นไปตามลำดับขั้นการบริหาร ฉะนั้นการตัดสินใจเรื่องหนึ่งๆ มักเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และในบางครั้งใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานกว่าองค์กรอเมริกา เนื่องจากต้องอาศัยการประชุม และการทำเอกสาร ด้วยเหตุนี้เองข้อผิดพลาดที่ตามมาจึงน้อย และมีความแม่นยำในงานสูง

 

ตัวพนักงาน หรือทีมงาน บริษัทญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าพนักงานทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของทีม และยึดกับความสำเร็จของภาพรวมทั้งทีม เพราะหากทีมไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ตัวพนักงานก็ไม่มีความหมาย

 

การคืนทุนของโปรเจค หรือการคืนทุนของทุกกระบวนการ บริษัทญี่ปุ่นนั้นการคำนวณการคืนทุนเช่นเดียวกับบริษัทอเมริกา แต่พวกเขามักยึดติดกับการคำนวณ ROI ในทุกกระบวนการของโปรเจค โดยแยกคิดงบประมาณในทุกๆขั้นตอน ซึ่งแตกต่างกับบริษัทอเมริกาที่คิด ROI รวมทั้งโปรเจค

 

ความท้าทาย หรือความถี่ถ้วน แม้ว่าจะมีความมั่นใจเต็ม 100% ชาวญี่ปุ่นก็จะไม่รับปาก ที่ต้องระมัดระวังเช่นนี้ เป็นชาวญี่ปุ่นไม่ต้องการผิดคำพูด หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เล็กน้อยก็ตาม ซึ่งนั่นอาจจะส่งผลด้านลบกลับมา

 

ปัจเจกบุคคล หรือความสามัคคี โดยทั่วไปแล้วบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น จะบริหารโดยชาวญี่ปุ่นซึ่งมีพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจกันได้ แม้ไม่มีการสื่อสารใดๆ นี่จึงเป็นทักษะด้านการสื่อสารที่จำเป็นในประเทศญี่ปุ่น

 

ใช้เวลาของตนเอง หรือให้เวลาแก่ผู้อื่น การจัดการประชุมเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น เนื่องจากการตัดสินใจในงานใดงานหนึ่ง ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนเสียก่อน นั่นทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องเข้าร่วมการประชุมหลายต่อหลายครั้ง และใช้เวลาในประชุมยาวนาน

 

การสื่อสารทางไกล หรือการพูดคุยแบบเห็นหน้ากัน ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการประชุมที่ต้องมีการสนทนาต่อหน้า เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้พวกเขาดำเนินธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าไว้ได้นั่นเอง

 

การทำงานแบบยืดหยุ่น หรือการทำงานที่มีแบบแผน โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจะมีช่วงเวลาในการทำงานที่แน่นอน พนักงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานที่บ้าน บรรยากาศการทำงานถูกจัดให้คล้ายคลึงกับการเรียนในโรงเรียน ซึ่งที่นั่งของหัวหน้าแผนกจะอยู่บริเวณหัวโต๊ะ ส่วนพนักงานคนอื่นๆจะนั่งทำงานรวมกัน โดยไม่มีห้องส่วนตัว หรือผนังกั้น

 

กองทุนส่วนตัว หรือกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เมื่อถึงวัยเกษียณอายุ พนักงานที่ทำงานในองค์กรญี่ปุ่นมักได้รับเงินกองทุนที่บริษัทเป็นผู้สนับสนุน นอกเหนือจากการจ่ายค่าจ้างประจำเดือน ยิ่งพนักงานร่วมงานกับบริษัทมายาวนานเท่าไร จำนวนเงินกองทุนก็จะเพิ่มขึ้นตามด้วย

ใช้ชีวิตส่วนตัว หรือใช้ชีวิตแบบมืออาชีพ สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่นคือการทำงาน ที่ทำงานจึงกลายเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของทุกคน และมักมีวัฒนธรรมที่สืบต่ออันมา เช่น พนักงานใหม่จะต้องเป็นผู้จองสถานที่สำหรับการสังสรรค์และชมดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ  (Hanami) และการสังสรรค์ในเวลาหลังเลิกงานของเพื่อนร่วมงาน (Nomikai) ที่พนักงานจะได้ใช้เวลาในการสนทนาร่วมกัน

รูปแบบการทำงานของชาวญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรในอนาคต

0
29/08/2017

การทำงานของชาวญี่ปุ่นมีหลากหลายรูปแบบ
ในปัจจุบันนั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รูปแบบการทำงานแบบใด เราจะทำงานแบบพนักงานประจำ หรือพนักงานรูปแบบพิเศษ ที่มีทั้งในรูปของพนักงานพาร์ทไทม์ (หรือ Arbeit) พนักงานสัญญาจ้างจากบริษัทนายหน้าก็ได้
จากการสำรวจการจ้างงาน ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2013 ของสำนักงานสถิติ กระทรวงต่างประเทศ พบว่าในประเทศญี่ปุ่นมีการจ้างงานพนักงานมากถึง 52,050,000 คน ในจำนวนนั้น มีพนักงานประจำ 32,950,000 คน และพนักงานสัญญาจ้าง 19,080,000 คน นั้นหมายความว่ามากกว่า 30%ของพนักงานในญี่ปุ่น เป็นพนักงานแบบพิเศษ นอกจากนั้นยังพบด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันนี้ ในปี 2012 พนักงานประจำมีจำนวนลดลงถึง 320,000 คน ในขณะที่พนักงานแบบพิเศษมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 790,000 คน เมื่อเปรียบเทีบยกับในช่วงปี 1980 ที่ผ่านมากนั้นพนักงานสัญญาจ้างนั้นมีเพียง 1 ใน 7 คน นี่แสดงให้เห็นว่าการทำงานรูปแบบพิเศษได้รับความนิยมสูงขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
ในจำนวนพนักงานทั้งหมดนี้ มีพนักงานพาร์ทไทม์จำนวน 13,270,000 คน พนักงานที่อยู่ระหว่างการพักงาน 1,100,000 คน พนักงานประจำ 3,930,000 คน และอื่นๆ อีกเป็นจำนวน 780,000 คน จึงสามารถกล่าวได้ว่าพนักงานพาร์ทไทม์คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 70% นอกจากนั้นแล้วพนักงานรูปแบบพิเศษนี้ มีสัดส่วนของเพศชาย 30% (6,110,000 คน) และเพศหญิงถึง 70% (12,970,000 คน)
สาเหตุของความแตกต่างในการเลือกรูปแบบการทำงาน : 1. เหตุผลจากมุมมองของตัวพนักงานเอง
สาเหตุที่พนักงานประจำมีจำนวนลดลง ในขณะที่พนักงานแบบพิเศษมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาจาก 2 สาเหตุ คือ มุมมองของตัวพนักงาน และมุมมองของนายจ้าง
มุมมองของตัวพนักงาน สามารถแบ่งออกได้ทั้งในปัจจัยเชิงบวก และเชิงลบ
ในเชิงด้านบวกนั้น พนักงานอาจมองว่าการเลือกทำงานไม่ประจำ ทำให้จำนวนชั่วโมง หรือวันทำงานมีความยืดหยุ่น ยกตัวอย่างเช่น แม่บ้าน และนักศึกษาซึ่งมักเลือกทำงานพาร์ทไทม์ที่ไม่กระทบต่องานบ้าน หรือการเรียน นอกจากนั้นพวกเขายังสามารถเลือกทำงาน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หรือเพียง 2-3 วันต่อสัปดาห์ได้
ในทางกลับกันก็ยังมีปัจจัยเชิงลบที่ทำให้พนักงานเลือกทำงานในรูปแบบพิเศษนี้ เช่น พวกเขาไม่สามารถหางานประจำได้ ในช่วงค.ศ. 1990 ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะติดลบ (Lost Decade) การจ้างงานจึงหยุดลง นักศึกษาจบใหม่ตกงานมากขึ้น ทำให้ในช่วงนั้นผู้คนเริ่มมองหาการทำงานในรูปแบบพิเศษมากขึ้น แม้ต่อมาพวกเขาจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วก็ตาม ก็ยังพบว่ามีบางส่วนที่ยึดการทำงานในรูปแบบพิเศษนี้เพื่อการหาเลี้ยงชีพ
จากการสำรวจของกระทรวงสุขภาพ และแรงงานสัมพันธ์ ในปี 2010 พบว่าพนักงานรูปแบบพิเศษนี้ เลือกทำงานลักษณะนี้จากปัจจัยเชิงบวก 40% และจากปัจจัยเชิงลบ 20%
สาเหตุของความแตกต่างในการเลือกรูปแบบการทำงาน : 2. เหตุผลจากมุมมองของนายจ้าง
นอกจากเหตุผลที่มาจากตัวพนักงานเองแล้ว เหตุผลซึ่งมากจากตัวนายจ้างเองก็มีส่วนทำให้เกิดการจ้างงานในรูปแบบพิเศษขึ้นเช่นกัน
โดยทั่วไปแล้วธุรกิจขนส่ง ร้านอาหาร และการบริการมักเลือกจ้างพนักงานในรูปแบบพิเศษ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเหล่านี้มักได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละปี กล่าวคือมักมีผลประกอบการที่ไม่แน่นอน ในช่วงเวลาที่พนักงานประจำไม่เพียงพอ พนักงานรูปแบบพิเศษจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้เกิดการจ้างงานในรูปแบบสัญญาจ้างมากขึ้น
เหตุผลถัดมาคือค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า เนื่องจากพนักงานรูปแบบพิเศษมักได้รับค่าจ้างน้อยกว่าพนักงานประจำ ทำให้เห็นได้ชัดว่าสภาพเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในทุกๆด้าน ยกตัวอย่างเช่น นายจ้างชาวญี่ปุ่นหลายรายเลือกจ้างแรงงานชาวจีน และแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีค่าแรงที่ถูกกว่าแรงงานชาวญี่ปุ่นเอง ฉะนั้นการเลือกจ้างแรงงานในแบบพิเศษจึงช่วงลดรายจ่ายของนายจ้างลงได้
เหตุผลสุดท้าย คือ ผลกระทบจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้งานหลายด้านไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนในการทำงานอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการจัดการข้อมูล ในอดีตนั้นงานเช่นนี้มักต้องใช้แรงงานคนที่มีทักษะในการรวบรวม และจัดลำดับข้อมูล แต่ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงทำให้นายจ้างสามารถลดความจำเป็นในการฝึกอบรมพนักงานจนเชี่ยวชาญ ทำให้การจ้างงานพนักงานที่ไม่มีทักษะก็เพียงพอในการทำงานเหล่านั้นได้
รูปแบบการทำงานในอนาคต
จำนวนแรงงานในประเทศญี่ปุ่นกำลังหดตัว อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดที่ต่ำลง ส่งผลสตรีและคนชรามีโอกาสเข้าถึงการจ้างงานมากขึ้น แต่พวกเขาอาจต้องพบกับความยากลำบากในการมองหางานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดูแลครอบครัว สุขภาพ ความสมดุลระหว่างงาน และชีวิตส่วนตัวหากกฎหมายแรงงานยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ความแตกต่างของรูปแบบการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ยังจะส่งผลกระทบต่องานผีมือ ที่อาจถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร แรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านซึ่งเครื่องจักรไม่สามารถเข้าถึงได้จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ในขณะเดียวกันแรงงานที่มีทักษะในการควบคุมเครื่องจักรก็ย่อมเป็นที่ต้องการมากขึ้นด้วย จึงเห็นได้ว่าความต้องการของทั้งนายจ้าง และลูกจ้างในอนาคตส่งผลต่อรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น